4 ธันวาคม 2022

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน

กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนของประเทศไทย

กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนของประเทศไทย

กฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนของประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับ การประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน แต่อาจมีกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน ที่สามารถนำมาปรับใช้เฉพาะเรื่องได้ เช่น

1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2550)

คำว่า “สิทธิ” หมายถึง อำนาจหรือผลประโยชน์ ที่กฎหมายให้การรับรองและคุ้มครองให้

คำว่า “เสรีภาพ” หมายถึง อำนาจที่มนุษย์จะกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด หรือไม่กระทำอย่างหนึ่งอย่างใด ด้วยการตัดสินใจของตนเอง โดยไม่ตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของใคร ซึ่งทั้งสิทธิและเสรีภาพ ล้วนแล้วแต่ติดตัวบุคคลทุกคนมาตั้งแต่เกิด เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ฉะนั้นบุคคลใดๆก็ไม่อาจล่วงละเมิด หรือลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นได้

มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับ การประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน อยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ กล่าวคือ บุคคลทุกคนสามารถประกอบอาชีพใดก็ได้ ตามที่ตนต้องการ ซึ่งรวมถึงอาชีพนักสืบเอกชนด้วย รัฐจะจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพไม่ได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังนั้น หากมีกฎหมายเฉพาะขึ้นมากำกับดูแลการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน ก็เท่ากับเป็นจำกัดเสวีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคลให้ลดน้อยถอยลง เช่น จากที่สามารถประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนได้เลย โดยไม่ต้องขออนุญาตหรืออบรมอะไรก่อนเป็นพิเศษ หากมีกฎหมายกำหนดให้ต้องผ่านการฝึกอบรม และทดสอบตามที่กำหนดก่อน จึงจะขอออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนได้ ผู้ประกอบธุรกิจก็ต้องทำตาม เนื่องจากกฎหมายเฉพาะที่ออกมานั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ ในการจัดระเบียบการประกอบอาชีพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

นอกจากนี้ชาวไทย ก็ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ผู้ใดจะมาลิดรอนไม่ได้ ดังนั้นนักสืบเอกชนก็ไม่มีสิทธิไปลิดรอนสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้อื่นด้วยเช่นกัน เช่น ไม่อาจบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้อื่น โดยอ้างว่าต้องปฏิบัติงานนักสืบ เพราะจะเป็นการลิดรอนเสรีภาพในเคหสถานของเขาผู้นั้น นอกจากนักสืบเอกชนจะไม่อาจลิดรอนเสรีภาพในเคหสถานของผู้อื่นแล้ว นักสืบเอกชนยังต้องไม่รบกวนสิทธิของบุคคลในเรื่องความเป็นอยู่ส่วนตัว หรือทำให้ชื่อเสียงของบุคคลใดเสียหายด้วย และที่อาจเป็นประเด็นปัญหามาก ก็คือการที่นักสืบเอกชนใช้วิธีแสวงหาข้อมูลโดยมิชอบ เช่น การดักฟังโทรศัพท์ ซึ่งเป็นการลิดรอนเสรีภาพในการสื่อสารของบุคคล จึงไม่อาจกระทำได้ เพราะยังไม่มีกฎหมายฉบับใดที่จะออกมาให้อำนาจนักสืบเอกชนทำได้ ไม่ว่าจะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ตาม

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

“สัญญา” เกิดขึ้นเมื่อคำเสนอ และคำสนองต้องตรงกัน การเกิดของสัญญาว่าจ้างนักสืบเอกชนก็เช่นกัน เมื่อผู้ว่าจ้างและนักสืบเอกชนได้ตกลงกันที่จะว่าจ้างให้มีการสืบหาข้อมูลใดๆ ก็เกิดเป็นสัญญาแล้ว โดยกฎหมายก็ไม่ได้กำหนดแบบของสัญญาไว้ด้วย สัญญาจึงอาจเกิดขึ้นเพียงคำพูดตกลงกันก็ได้ เพียงแต่ว่าหากมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ก็จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ง่ายกว่าเท่านั้น นอกจากนี้ สัญญาว่าจ้างนักสืบเอกชนยังเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา (Freedom of Contract) บุคคลอาจทำสัญญาใดๆก็ได้ ตามที่ตนมีเสรีภาพอยู่ เพียงแต่เมื่อทำแล้ว ก็ต้องยึดหลักสัญญาต้องเป็นสัญญาด้วย กล่าวคือ ต้องปฏิบัติตามสัญญาให้ได้ เมื่อพิจารณาเอกเทศสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ก็จะพบว่าสัญญาว่าจ้างนักสืบเอกชนเป็น สัญญาจ้างทำของ อย่างหนึ่ง เพราะการว่าจ้างให้ค้นหาข้อมูลใดๆ เป็นการว่าจ้างในลักษณะที่มุ่งถึงผลสำเร็จของงาน ไม่ใช่การจ้างแรงงานที่เน้นการทำงานให้เรื่อย ๆ ตามเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้หากการทำงานของนักสืบเอกชนเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เป็นการล่วงละเมิดชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิใดๆของบุคคลอื่น นักสืบเอกชนก็อาจมีความผิดฐานละเมิดได้

3. ประมวลกฎหมายอาญา

นอกจากความผิดทางแพ่งแล้ว นักสืบเอกชนก็อาจมีความผิดทางอาญาได้เช่นกัน เช่นการล่วงรู้ความลับของผู้ว่าจ้าง แล้วไปเปิดเผยความลับนั้นก็อาจผิดฐานเปิดเผยความลับได้ การสืบทราบข้อมูลใดแล้ว เอาไปเปิดเผยต่อก็อาจผิดฐานหมิ่นประมาทได้ หรือเพื่อสืบหาข้อมูลเลยต้องเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น โดยเขาไม่อนุญาตก็อาจผิดฐานบุกรุกได้ เป็นต้น

ดังนั้น ในการประกอบธุรกิจของนักสืบเอกชน จำเป็นที่จะต้องรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีศีลธรรมจรรยาด้วย เพราะหากมุ่งหวังแต่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนด โดยไม่สนใจว่าวิธีนั้นจะผิดกฎหมาย ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น หรือผิดศีลธรรมจรรยาหรือไม่ ก็จะเกิดผลร้ายแก่ตัวผู้ประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนเอง

4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อาจมีปัญหาในกรณีที่ต้องนำข้อมูลที่นักสืบเอกชนสืบหามาได้ ไปเป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดีแพ่ง ว่าข้อมูลที่หามาได้นั้นจะเป็นพยานหลักฐานที่ศาลรับฟังได้หรือไม่ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา การที่ศาลจะรับฟังพยานหลักฐานอะไรนั้น จะต้องได้มาด้วยความถูกต้องครบถ้วนทุกกระบวนการมาตั้งแต่ต้น แต่ของประเทศไทยอาจจะไม่ได้เคร่งครัดถึงขนาดในต่างประเทศ แต่ผู้ประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนก็ต้องมีความระมัดระวังในการสืบหาข้อมูลเช่นกัน อย่าให้มีการละเมิดกฎหมาย หรือหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมจรรยา เพราะศาลอาจถือว่าเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังไม่ได้ก็เป็นได้ ซึ่งจะทำให้พยานหลักฐานชิ้นนั้นต้องเสียเปล่า และอาจทำให้รูปคดีผิดไปเลยทีเดียว

5. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

อาจมีปัญหา ในกรณีที่ต้องนำข้อมูลที่นักสืบเอกชนสืบหามาได้ไปเป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดีอาญา ว่าข้อมูลที่หามาได้นั้นจะเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานในศาลได้หรือไม่ในกระบวนการพิจารณาความอาญา ย่อมต้องมีความเคร่งครัดกว่าคดีแพ่งเป็นธรรมดา เนื่องจากเป็นคดีที่กระทบต่อสิทธิและเสวีภาพของบุคคลได้มากกว่า การจะพิจารณาตัดสินคดีใดๆของศาล จึงต้องใช้ความเคร่งครัดให้มาก หากพยานหลักฐานไม่รัดกุมเพียงพอ หรือมีข้อสงสัยเพียงเล็กน้อย ก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย ดังนั้น พยานหลักฐานที่นักสืบเอกชนหามาได้ ต้องไม่มีการกระทำผิดกฎหมายแม้แต่น้อย มิฉะนั้น ศาลก็จะตัดพยานนั้นทันที

สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดในการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน

1. สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดระหว่างผู้ว่าจ้างกับนักสืบเอกชน

เมื่อพิจารณาลักษณะการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชนเทียบเคียงกับกฎหมายลักษณะต่างๆแล้ว จะเห็นได้ว่านิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าจ้าง กับนักสืบเอกชนเป็นไปตามสัญญาจ้างทำของ โดยสัญญาจ้างทำของไม่จำต้องเป็นการจ้างให้ทำสิ่งของที่มีรูปร่างเท่านั้น อาจเป็นการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่ใช่การทำสิ่งที่มีรูปร่างก็ได้ เช่น จ้างนำไม้ออกมาจากป่า จ้างว่าความ จ้างแสดงภาพยนตร์ จ้างล้างรถ จ้างกำจัดปลวก เป็นต้น ดังนั้น สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดระหว่างผู้ว่าจ้างกับนักสืบเอกชนจึงเป็นไปตามสัญญาจ้างทำของ

อันว่า “จ้างทำของ” นั้น คือ สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้รับจ้าง” ตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้ว่าจ้าง” และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้ “สินจ้าง” เพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น” ดังนั้น ผู้ที่ว่าจ้างนักสืบเอกชนให้ไปสืบหาช้อมูลใดๆจึงมีฐานะเป็น “ผู้ว่าจ้าง” ตามสัญญา จ้างทำของ ส่วนนักสืบเอกชนผู้รับจะทำการสืบหาข้อมูลให้ตามที่ถูกว่าจ้าง และรับสินจ้างเป็นค่าตอบแทนจึงอยู่ในฐานะเป็น “ผู้รับจ้าง” ตามสัญญาจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 7 ได้บัญญัติในเรื่อง จ้างทำของ ไว้ทั้งหมด 21 มาตรา ตั้งแต่มาตรา 587 ถึง 607 โดยได้กล่าวถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดระหว่างคู่สัญญา 2 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ว่าจ้าง และ ผู้รับจ้าง อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาจ้างทำของ จะเป็นเอกเทศสัญญา ซึ่งหมายถึงสัญญาที่มีลักษณะเฉพาะอันกฎหมายจะได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษ แต่ในเรื่องใดที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 7 จ้างทำของ ไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ก็ต้องนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องบุคคล นิติกรรม สัญญา หรือหนี้ มาใช้เท่าที่ไม่ขัดต่อบทบัญญัติ ในเรื่อง จ้างทำของด้วย เพราะ สัญญาจ้างทำของ ก็ถือเป็นนิติกรรมสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้ประเภทหนึ่งเช่นกัน

 

“นิติกรรม” หมายความว่า การใดๆอันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมาย และด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ

“สัญญา” หมายถึง นิติกรรมสองฝ่าย หรือหลายฝ่ายที่เกิดจากการแสดงเจตนาเสนอ และสนองต้องตรงกันของบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ที่มุ่งจะก่อให้เกิด เปลี่ยนแปลง หรือระงับนิติสัมพันธ์

สำหรับ “หนี้” เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองฝ่าย ซึ่งฝ่ายหนึ่งต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่ต้องกระทำการนั้นเรียกว่า ลูกหนี้ และฝ่ายที่ได้รับผลจากการ

กระทำนั้นเรียกว่า เจ้าหนี้ ส่วนการกระทำนั้นแยกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ กระทำการอย่างที่เข้าใจกัน กระทำการละเว้นการกระทำ และกระทำการโอนทรัพย์สิน โดยคำว่า หนี้ ยังเรียกในชื่ออื่นได้อีกว่า สิทธิเรียกร้อง และ บุคคลสิทธิ ดังนั้น สัญญาจ้างทำของต้องไม่มีความบกพร่องในการแสดงเจตนา ไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรวมอันดีของประชาชน

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป เทคนิคเพิ่มขีดความสามารถทางพลังสมองของสายลับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น