ดาวโจนส์ปิดบวก 64.35 จุด ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นพลังงาน-กลุ่มธนาคาร

ดาวโจนส์ปิดบวก 64.35 จุด ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นพลังงาน-กลุ่มธนาคาร

หุ้นนิวยอร์ก : ดาวโจนส์ปิดบวก 64.35 จุด ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (16 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร รวมทั้งความหวังที่ว่า สภาคองเกรสสหรัฐจะอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ที่นำเสนอโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน อย่างไรก็ดี ดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบเนื่องจากคำสั่งขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,522.75 จุด เพิ่มขึ้น 64.35 จุด หรือ +0.20%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,932.59 จุด ลดลง 2.24 จุด หรือ -0.06% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,047.50 จุด ลดลง 47.97 จุด หรือ -0.34%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดในแดนบวกติดต่อกันสองวันทำการ เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังว่า สภาคองเกรสสหรัฐจะเร่งอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเยียวยาประชาชนและภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยขณะนี้ปธน.ไบเดนกำลังผลักดันให้สภาคองเกรสอนุมัติมาตรการดังกล่าวเพื่อที่จะมอบเช็คเงินสด 1,400 ดอลลาร์แก่ชาวอเมริกัน และเพิ่มเงินชดเชยให้แก่ประชาชนที่ตกงาน

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นแข็งแกร่งถึง 2.26% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 3.01% หุ้นเชฟรอน พุ่งขึ้น 2.05% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ทะยานขึ้น 3.58% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม พุ่งขึ้น 4.21%

ทั้งนี้ กลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นเหนือระดับ 60 ดอลลาร์/บาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นจัดจนถึงขั้นติดลบได้ส่งผลให้โรงกลั่นหลายแห่งในรัฐเท็กซัสต้องปิดการดำเนินงานชั่วคราว นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนคาดว่า อุตสาหกรรมพลังงานจะได้ประโยชน์เมื่อสหรัฐเริ่มกลับมาเปิดเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงและเป็นปัจจัยฉุดดัชนี Nasdaq ปิดในแดนลบ โดยหุ้นแอปเปิล ร่วงลง 1.61% หุ้นแอมะซอนดอทคอม ลบ 0.27% หุ้นไมโครซอฟท์ ลดลง 0.53% หุ้นไมครอน เทคโนโลยี ปรับตัวลง 0.3%

นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงบริษัทฮิลตัน เวิลด์ไวด์ โฮลดิ้งส์, ไฮแอท โฮเทล คอร์ป, แมริออท อินเตอร์เนชันแนล และ TripAdvisor

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมเดือนม.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ตามเวลาสหรัฐ เพื่อจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดได้ส่งสัญญาณเมื่อเร็วๆนี้ว่า เฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนม.ค., ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนม.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนธ.ค., ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.พ.จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนม.ค., ดัชนีการผลิตเดือนก.พ.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย, ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนม.ค., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนก.พ.จากมาร์กิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือนก.พ.จากมาร์กิต และยอดขายบ้านมือสองเดือนม.ค. ufabet

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของเอสแอนด์พี คอร์โลจิก เคส ชิลเลอร์ ระบุว่า ดัชนีราคาบ้านทั่วประเทศในสหรัฐพุ่งขึ้น 9.5% ในเดือนพ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี

ทางด้านผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 89.3 ในเดือนม.ค. จากระดับ 87.1 ในเดือนธ.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89.0 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และในช่วง 6 เดือนข้างหน้า, สถานะการเงินส่วนบุคคล และการจ้างงาน

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนธ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2563 (ประมาณการเบื้องต้น), ยอดขายบ้านใหม่เดือนธ.ค., ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนธ.ค., ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *