3 กรกฎาคม 2022

ถอดรหัสฝึกตัวเองให้เก่งอย่างสายลับ

Spy ที่เรียกในภาษาไทยว่า สายลับ หรือ จารชน

Spy ที่เรียกในภาษาไทยว่า สายลับ หรือ จารชน ถือเป็นต้นแบบ และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชายทั่วโลกมาทุกยุคทุกสมัย เพราะนอกจากสายลับจะมีเสน่ห์แพรวพราวแล้ว ยังมีความสามารถในด้านต่าง ๆ อยู่ในนั้น ถึงขั้นหาตัวจับยาก และยิ่งงานของใครดูผิดระเบียบสังคม และน่าตื่นเต้นมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเท่านั้น 

ภาพนักสืบ ที่เราคุ้นเคยส่วนใหญ่มาจากวรรณกรรม และภาพยนตร์ตะวันตก บุคคลสำคัญที่ให้กำเนิดสายลับในตำนานมีชื่อว่า เอียน เฟลมมิ่ง (Ian Fleming) นักเขียนชาวอังกฤษผู้สร้างนักสืบจากหน่วย MI6 ที่ชื่อ เจมส์ บอนด์ (James Bond) ซึ่งเอียน เฟลมมิ่ง (Ian Fleming) ได้บรรยายถึงลักษณะของ เจมส์ บอนด์ (James Bond) ว่าเป็นคนร่างกายกำยำ เเข็งเเรง มีทักษะการต่อสู้ที่เป็นเลิศ คล่องเเคล่ว ว่องไว อีกทั้งยังมีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่อง ไหวพริบดี แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้ เจมส์ บอนด์ (James Bond) โดดเด่นคือรสนิยมที่ยอดเยี่ยม เช่นวิธีการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการแต่งตัวอย่างมีสไตล์ของ เจมส์ บอนด์ (James Bond)

กว่า 50 ปีที่ เจมส์ บอนด์ (James Bond) ได้หล่อหลอมภาพของนักสืบ ให้ดูเท่จนเป็นต้นแบบของนักสืบในยุคนั้น และเป็นภาพจำ จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน  เจมส์ บอนด์ (James Bond) ได้ถูกสร้างมาให้เป็นนักสืบที่ดูดีตลอดเวลา แม้ในยามที่เขาต้องตกอับ หรือต่อสู้กับด้านมืดของตัวเอง ความสำเร็จของภาพยนตร์ ได้จุดประกายกระแสคลั่งนักสืบขึ้นทั่วโลก จนเกิดภาพยนตร์นักสืบตามมาอีกมากมายทั้ง The Bourne series,  Three Days Of The Condor หรือ Mission: Impossible

นักสืบที่ได้รับความนิยม มักจะมาพร้อมกับแฟชั่นที่มีเอกลักษณ์ เช่น นักสืบจากรัสเซียอย่าง Illya Kuryakin กับแฟชั่นคอเต่าจากภาพยนตร์เรื่อง The Man From U.N.C.L.E. (2015)  ส่วนฝั่งอังกฤษนอกจาก เจมส์ บอนด์ (James Bond) แล้วก็ยังมี เเฮร์รี่ พาล์มเมอร์ (Harry Palmer) จากภาพยนตร์เรื่อง The Ipcress File (1965) ที่มีภาพลักษณ์ ต่างจากนักสืบในภาพยนตร์ยุค 60 ด้วยการแต่งกายชุดลำลอง และสวมแว่นทรง Tortoiseshell จนเป็นเอกลักษณ์

สายลับ (Spy) จึงเป็นเหมือนโลกแฟนตาซีสำหรับผู้ชาย แต่โลกแฟนตาซี ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันซะทีเดียว เพราะเหล่านักสืบที่เราชื่นชอบถือเป็น Master หรือผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่เราสามารถเลียนแบบความสามารถ มาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน (ที่ไม่แฟนตาซี) ของเราได้ และนี่คือภารกิจที่น่าท้าทายสำหรับคุณ
Null

ถอดรหัสฝึกตัวเองให้เก่งอย่างสายลับ

Master of Liar 

Spy Mission : ทักษะสำคัญที่นักสืบทุกคนมีคือทักษะการโกหกและทักษะการจับโกหก นักสืบมักจะมีสายตาแหลมคมในการสังเกตภาษากายและการใช้น้ำเสียงของคู่สนทนา เพียงแค่แว๊บเดียวเขาก็รู้แล้วว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นเป็นจริงหรือเท็จ ไม่เท่านั้นทักษะการโกหกของเขายังสามารถหลอกคู่สนทนาได้อย่างแนบเนียนอีกด้วย

Your mission: ถึงแม้คุณจะไม่ได้เป็นนักสืบแต่คุณก็ต้องเจอกับเรื่องท้าทายมากมายอย่างการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ คุณต้องฝึกสายตาให้แหลมคมในการกลั่นกรองข้อมูล ต้องรู้ว่าแหล่งข้อมูลไหนน่าเชื่อถือหรือไม่ ที่สำคัญคุณเองก็ต้องแนบเนียนอย่าเปิดเผยข้อมูลสำคัญของตัวเองให้กับผู้อื่นเช่นกัน

Master of Strength 

Spy Mission : เพราะต้องทำภารกิจเสี่ยงตายหรือพบเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันอยู่ตลอดเวลา นักสืบจึงต้องฝึกร่างกายอย่างหนักเพื่อให้มีความแข็งแกร่งพร้อมรับมือกับสถานการณ์อันตราย

Your mission : การสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งของคุณอาจจะไม่ได้ใช้สำหรับเรื่องเสี่ยงตาย แต่มันจะช่วยให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงพร้อมทำงานหนัก แถมยังมีผลพลอยได้คือการมีร่างกายสมส่วนไม่ว่าจะสวมใส่อะไรก็ดูดี
Spy ที่เรียกในภาษาไทยว่า สายลับ หรือ จารชน

Master of Languages

Spy Mission : งานสืบสวนมักจะไม่ได้อยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง บางครั้งนักสืบก็ต้องเดินทางเปลี่ยนประเทศอยู่บ่อยๆ การพูดได้หลายภาษานอกจากจะทำให้ชีวิตนักสืบง่ายขึ้นแล้วยังทำให้เขากลมกลืนไปกับคนท้องถิ่นอีกด้วย

Your mission : เอาเป็นว่าเรารู้กันอยู่แล้วว่าใครยิ่งพูดได้หลายภาษาก็ยิ่งได้เปรียบ

Master of Charm

GQ | “Shaken, not stirred” (เขย่าแต่ไม่ต้องคน) ประโยคสุดคลาสสิกของสายลับ 007 สำหรับสั่งวอดก้ามาร์ตินี

Spy Mission : คงไม่แปลกใจที่ใครๆ ก็ตกหลุมรักสายลับ เพราะทักษะการบริการเสน่ห์เป็นสิ่งที่แทบจะติดตัวสายลับทุกคน พวกเขาสามารถทำให้คนแปลกหน้ายอมทำตามในสิ่งที่ตนเองต้องการได้ด้วยการหว่านเสน่ห์ เหล่าสายลับจึงสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ไว้ในกำมือได้โดยไม่ต้องออกแรง

Your mission : ถึงแม้ในภาพยนตร์จะดูเว่อร์และเหลือเชื่อไปซักนิด แต่การสร้างเสน่ห์จะช่วยให้ชีวิตการทำงานของคุณราบรื่นกว่าที่คิด คุณสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนรอบข้างได้ตั้งแต่การแต่งตัว วิธีการพูดคุยไปจนถึงวิธีการใช้ชีวิต แต่ถ้าการสร้างเสน่ห์มันยากนัก ก็ลองใช้หลักวิทยาศาสตร์มาช่วยดู

10 เทคนิคสร้างเสน่ห์ที่อธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์

1. ให้ภาษากายช่วยสร้างแรงดึงดูด

แม้จะไม่มีการสนทนาเกิดขึ้นคุณก็สามารถสร้างเสน่ห์ให้ตัวเองได้ด้วยภาษากาย โมนิกา มัวร์ (Monica Moore) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมิสซูรีได้ทำการทดลองในบาร์แห่งหนึ่ง โดยเปรียบเทียบว่าใครได้รับความสนใจมากกว่ากัน ระหว่างคนใช้ภาษากายแสดงออกถึงอารมณ์ต่างๆ เช่น การใช้สายตา การยกคิ้ว หรือการเอามือลูบคอ กับอีกคนที่ดูดีกว่าแต่นั่งอยู่เฉยๆ ผลการทดลองออกมาว่าคนที่ใช้ภาษากายมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากกว่าคนที่นั่งอยู่เฉยๆ

2. กินกระเทียมช่วยให้เดตแรกราบรื่น

ตามปกติเรามักจะเข้าใจว่า กระเทียมเป็นสิ่งที่ไม่ควรรับประทานก่อนออกเดต เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่เราคงต้องคิดใหม่ เพราะงานวิจัยจาก Czech Republic ระบุว่ากระเทียมสามารถทำให้กลิ่นกายน่าดึงดูดขึ้นได้ เนื่องจากกระเทียมมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ที่ช่วยทำให้กลิ่นตัวดีขึ้น และยังมีสารฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นใต้วงแขน แต่ต้องระวังอย่าให้กลิ่นกระเทียมติดอยู่ในปากขณะพูด

3. ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบผู้ชายมีหนวด

ผู้หญิงมักจะรู้สึกว่าหนวดของผู้ชายเป็นส่วนที่มีเสน่ห์น่าดึงดูด เพราะหนวดแสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่และเพศชาย แต่ระวังอย่าไว้หนวดยาวจนรกรุงรัง เพราะจะสร้างความรู้สึกก้าวร้าวแทน มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ได้ทำการทดลองโดยให้กลุ่มผู้หญิงเลือกรูปผู้ชายคนเดียวกัน 4 รูป ในขณะที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลา, ไว้หนวด 5 วัน, ไว้หนวด 10 วัน และไว้ยาวจนเต็มใบหน้า ผลปรากฏว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกรูปที่ใบหน้ามีหนวดประมาณ 5-10 วันมากที่สุด

4. สร้างความสนใจด้วยความกระตือรือร้น

ความกระตือรือร้นถือเป็นการแสดงออกที่มีเสน่ห์ในการสร้างความสัมพันธ์ เพราะเป็นการบอกให้คนอื่นรู้ว่าเราพร้อมจะเป็นเพื่อนที่ดี หรือพร้อมจะเป็นคนรักที่ใส่ใจ วิธีที่ดีที่สุดในการแสดงออกถึงความกระตือรือร้นคือ การทำให้คนที่สนทนารับรู้ว่าเราสนใจและอยากพูดคุยด้วย แล้วคุณจะแปลกใจว่าคู่สนทนาก็กระตือรือร้นอยากจะรู้จักคุณกลับเหมือนกัน

5. สีแดงช่วยเพิ่มแรงดึงดูด

มนุษย์มักจะเปรียบเทียบสีกับสถานะทางสังคม การแต่งกายด้วยสีแดง หรือสีในโทนร้อน จึงช่วยให้คุณดูโดดเด่นขึ้น เนื่องจากสีแดงให้ความรู้สึกถึงความมั่งคั่ง และสถานะทางสังคมที่สูงกว่า จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ พบว่า การโพสต์รูปขณะใส่เสื้อสีแดงในเว็บไซต์หาคู่ออนไลน์ มีแนวโน้มที่จะมีคนถูกใจมากกว่าการใส่เสื้อสีอื่นถึงสองเท่า

6. เริ่มต้นการสนทนาด้วยประโยคง่ายๆ

มีหลายทางเลือกที่คุณสามารถใช้เริ่มต้นการพูดคุยเพื่อทำความรู้จัก แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ การเปิดบทสนทนาด้วยประโยคง่ายๆ เช่น การทักทายแบบปกติ หรือการพูดคุยที่ไม่ดูรุกล้ำอีกฝ่ายจนเกินไป เพราะจะทำให้คู่สนทนารู้สึกสบายใจที่จะคุยด้วยในครั้งแรก ส่วนสิ่งที่ต้องห้ามคือคำพูดในเชิงหยอกล้อ คำทะลึ่ง หรือการเล่นมุขเสี่ยว ซึ่งจะให้ผลในทางลบมากกว่า

7. แว่นกันแดดจะทำให้คุณหล่อขึ้น

มนุษย์มักจะประเมินความสวยงามผ่านสัดส่วนของใบหน้า ยิ่งสัดส่วนสมมาตรกันเท่าไรก็ยิ่งสวยงามมากเท่านั้น การสวมแว่นกันแดดที่เหมาะสมกับรูปหน้าจะช่วยปรับโครงหน้าให้ได้สัดส่วนมากขึ้น เพราะเลนส์และสีของแว่นจะช่วยปกปิดส่วนบนของใบหน้าได้ เราจึงไม่แปลกใจที่เมื่อเห็นใครๆ สวมแว่นกันแดดแล้วจะดูดีขึ้น

8. บอกรักให้ได้ผลต้องพูดที่หูข้างขวา

เพื่อให้คุณบอกรักแฟน หรือพูดให้คู่เดตประทับใจ เราขอแนะนำให้คุณพูดผ่านหูข้างขวา เพราะจากงานวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) ระบุไว้ว่า การได้ยินคำพูดเร้าอารมณ์ผ่านหูข้างขวาจะสามารถทำให้คนฟังเคลิบเคลิ้มและจดจำได้ถึง 64.43 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การได้ยินผ่านหูข้างซ้ายอยู่ที่ 58.15 เปอร์เซ็นต์

9. ใช้เพลงช้าเร้าอารมณ์

เพลงช้าเป็นตัวช่วยที่ดีในการสะกดคู่รักของคุณให้อยู่หมัด เพราะจากรายงานของ Daniel Mullensiefen นักจิตวิทยาด้านเสียงเพลง บอกว่า เพลงช้า หรือ เพลงบรรเลง สามารถกระตุ้นอารมณ์ได้มากกว่าการสัมผัสถึง 40 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ฉากเลิกซีนในภาพยนตร์มักจะใช้เพลงบรรเลงช้าๆ เพราะมันสร้างอารมณ์ร่วมได้ดีกว่านี่เอง

10. สบตาแม้จะไม่รู้จักกัน

การสบตา คือหัวใจสำคัญของการสนทนา และช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี แต่ถึงแม้จะไม่มีการสนทนา การสบตาก็ยังสามารถสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นมาได้ เพราะเพียงแค่สบตาก็สามารถบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเราสนใจโดยที่ไม่ต้องใช้คำพูด เช่น หากคนที่ยืนอยู่อีกมุมห้องมองมาที่คุณ และคุณสบตากลับ ก็มีแนวโน้มว่าคุณจะสร้างความประทับใจต่อคนๆ นั้นโดยที่ยังไม่รู้จักกัน

Master of Fighting

Spy ที่เรียกในภาษาไทยว่า สายลับ หรือ จารชน

Spy Mission : การเข้าไปล้วงข้อมูลลับนั้นต้องปฏิบัติการอย่างแนบเนียน แต่บ่อยครั้งการทำงานเงียบๆ ก็ไม่สำเร็จจนต้องเปิดฉากต่อสู้ทั้งเพื่อหนีเอาตัวรอดและเพื่อให้ได้ความลับมา การต่อสู้จึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยชีวิตของสายลับมานักต่อนัก ไม่ว่าจะต้องต่อสู้กับศัตรูที่ทนทานแค่ไหนเขาก็ต้องเอาชนะให้ได้ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกจับไปทรมานเพื่อเค้นเอาข้อมูลลับเสียเอง

Your mission : การต่อสู้เป็นศิลปะอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นการต่อยมวยไปจนถึงการฟันดาบ นอกจากคุณจะได้ออกกำลังกายแล้วคุณยังได้ฝึกสมาธิและฝึกความอดทนด้วย หรือไม่แน่บางทีคุณอาจจะได้ใช้ศิลปะการต่อสู้กับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันว่าจะเกิดก็ได้

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป ฝึกตัวเองอย่างไรให้เก่งอย่างสายลับ “เจมส์บอนด์”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น