4 ธันวาคม 2022

ฝึกตัวเองอย่างไรให้เก่งอย่างสายลับ “เจมส์บอนด์”

พัฒนาตัวเองให้ปราดเปรื่องแบบเจมส์บอนด์ได้ด้วยเทคนิคต่างๆ ดังนี้

พัฒนาตัวเองให้ปราดเปรื่องแบบเจมส์บอนด์ได้ด้วยเทคนิคต่างๆ ดังนี้ การต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายแล้วหลบหนีออกมาได้ โดยภายนอกดูสงบเยือกเย็น ยังมีแก่ใจจู๋จี๋กับสาวๆ แสนสวย แบบ เจมส์บอนด์ หนุ่มหลายคนดูหนังแล้ว จะร้องว่าอยากเป็นแบบนี้ เป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้ตลอดเวลา ล้ำหน้าหนึ่งก้าวเสมอ หยิบฉวยสิ่งที่อยู่รอบตัวมาใช้ประโยชน์ได้ไม่สิ้นสุด แข็งแรง เท่ และมีเสน่ห์

บรอสแนน-เคร็ก” สองสายลับ “เจมส์ บอนด์ 007” ถล่มจอ ช่อง “MONO29”

พัฒนาตัวเองให้ปราดเปรื่องแบบเจมส์บอนด์ได้ด้วยเทคนิคต่างๆ ดังนี้

พัฒนาตัวเองให้ปราดเปรื่องแบบเจมส์บอนด์ได้ด้วยเทคนิคต่างๆ

1. ช่างสังเกต (Observation) – กฎข้อแรกของสายลับ

การสืบความลับก็คือการสังเกตนั่นเอง เทคนิคการสังเกตคือ การพัฒนาความสามารถในการมองอะไรๆ ให้เห็นได้ซัดเจน และจำสิ่งที่เห็นได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรง ไม่ผิดพลาด

2. คิดแนวข้าง (Lateral Thinking) – ทางเลือกที่ไม่จำกัด

แนวคิดจากหนังสือเรื่อง “การคิดแนวข้าง” (Lateral Thinking)ของ Edward de Bono ดูจะนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้มากที่สุด สิ่งที่น่าสนใจของการคิดแนวข้าง (lateral thinking) คือไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหน คุณจะมีทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างไม่สิ้นสุดนี่คือสถานการณ์ที่คุณจะมีอิสระอย่างเต็มที่ แต่น่าเสียดาย ที่เรามักจะฝึกตัวเองให้ติดอยู่ในกรอบการคิดเดิมๆ (rut-thinking) คิดว่าทุกอย่างมีที่มาแล้วก็ย่อมมีที่ไป เราเพียงแต่เดินไปเรื่อยๆ ตามลูกศรที่แสดงไว้บนพื้นเท่านั้น แต่ในฐานะนักสืบคุณต้องมีสมองที่ตื่นตัวกระฉับกระเฉง การยึดกรอบความคิดแบบเดิมๆ อาจทำให้คุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ติดกับ ซึ่งความเสียหายอาจถึงกับเสียชีวิตได้ ดังนั้น คุณต้องมุ่งมั่นจริงจังที่จะแหวกกรอบวงล้อมนั้นออกไป และคิดถึงทางเลือกอื่นๆ อย่างหลากหลาย

3. ปรับอารมณ์ความรู้สึก (Attitude Adjustment) – ให้เหมาะกับสถานการณ์

หว่านเสน่ห์

เจมส์ บอนด์ คือเซียนตัวจริงเขาจะก้าวย่างไปราวกับมีลูกบอลทองคำ เลี้ยงติดขาไปด้วยตลอดทาง สตรีเห็นแล้วก็อยากสัมผัสดู ส่วนบุรุษเห็นแล้วก็อยากได้เป็นเจ้าของบ้าง เจมส์บอนด์จะคิดว่าควบคุมตนเองได้ดีเสมอ และตนเองมีเสน่ห์อย่างเหลือเฟือ

เสน่ห์เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จ และทำให้ความคิดส่งผลกระทบในระดับสูง เมื่อนึกถึง”เสน่ห์” เรามักจะนึกถึงคนแบบ แครี่ แกรนท์, จอร์จ คลูนี่, บิล คลินต้นหรือ โทนี่ รอบบินส์ คุณอาจประหลาดใจกับเสน่ห์ของโอปราห์ หรือความปราดเปรื่องของ มายา แองเจลู เสน่ห์เป็นเหมือนของขลัง มนต์วิเศษ แรงดึงดูด ที่มีเฉพาะตัวของแต่ละคน ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปร่างหน้าตา เสน่ห์เป็นเรื่องของพลัง จิตวิญญาณภายใน และความสามารถในการเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่นๆ

คนที่มีเสน่ห์ ยากที่คนอื่นจะเกลียดหรือทำร้าย เสน่ห์จึงกลายเป็นอาวุธพิเศษของนักสืบ ทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่มีพลัง คนทั่วไปย่อมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตรกับเขา มิอาจรังเกียจหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา พวกนักสืบจึงมีความรู้สึกดีๆ จากคนรอบตัวเป็นสนามพลังดุจเกราะที่คุ้มภัยให้

4. ตรรก (Logic) : เพราะอย่างนั้น จึงเป็นอย่างนี้

นักสืบต้องรู้และเข้าใจเหตุและผลจึงสามารถทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดได้ขึ้นอย่างแม่นยำ และจัดการได้อย่างเหมาะสม คุณอาจคิดถึงหลักตรรกะได้เหมือนกับความคิดเรื่องกฎแห่งกรรม “ถ้าฉันทำสิ่งนี้ดังนั้น สิ่งนี้ก็จะเกิดขึ้น” ความคิดนี้นำไปปรับใช้เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองได้ ถ้าฉันกินอย่างถูกสุขลักษณะฉันก็เพิ่มโอกาสที่จะมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น ถ้าฉันกินน้อยลง ออกกำลังมากขึ้น ฉันก็จะมีหุ่นเพรียวขึ้น แข็งแรงมากขึ้น ถ้าฉันเรียนรู้เรื่องการเงินมากขึ้น ฉันก็ย่อมประหยัดได้มากขึ้นและสามารถลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อฉันเกษียณก็ย่อมจะรวยมากกว่าคนอื่นๆ ที่ใช้จ่ายเงินจนหมด โดยไม่รู้จักคิดถึงอนาคตเลย

ตรรกะเป็นเรื่องของกฎและความเป็นจริง แต่เพราะลักษณะเป็นลำดับของตรรกะ บางครั้งก็ทำให้คุณเข้าใจผิดได้ ตัวอย่างเช่นถ้าผมบอกคุณว่า “วันนี้ชายคนหนึ่งถือปืนบุกเข้าไปในธนาคาร” ข้อสรุปเชิงตรรกะอาจบอกว่าชายคนนั้นเป็นโจร แต่ถ้าคิดแบบแนวข้างคุณอาจมองเห็นว่าเป็นไปได้ที่ชายคนนั้นอาจเป็นเจ้าหน้าที่ รปภ.ที่กำลังดำเนินการทดสอบระบบเตือนภัย หรืออาจเป็นนักตกแต่งที่เร่งรีบจะไปทำงาน เลยถลันเข้าไปในธนาคารพร้อมกับปืนพ่นสี สิ่งที่ต้องทำในสถานการณ์ต่างๆ คือการเก็บรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งถ้าคุณรวบรวมได้ครบถ้วนแล้ว เมื่อนั้นคุณก็จะสามารถสรุปเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ว่าถ้าทำอย่างนี้ จะเกิดอย่างนั้นขึ้น อย่าด่วนตัดสินด้วยตรรกะอย่างผิดๆ

5. ปัญญาญาณ’ (Intuton) เกิดขึ้นจากความรู้ + ประสบการณ์+ ความพยายามทุ่มเท

ความกล้า (Gut feelings) เกิดขึ้นได้อย่างไร จะนำความรู้สึกนี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ? ควรวางใจหรือจะฝากความหวังไว้กับความรู้สึกนี้ดีหรือไม่ ?

นักสืบมักเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ หลากหลาย บางทีเราเองก็เหมือนกัน บางครั้งอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ ทั้งๆ ที่มีข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่มีเวลาหรืออุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอที่จะไปเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้น แต่จำเป็นต้องตัดสินใจในทันที โดยชีวิตของเขาหรือคนอื่นที่เกี่ยวข้อง อาจจะฝากไว้กับการตัดสินใจเหล่านั้น ดังนั้น นักสืบจึงต้องใช้ความกล้าเสี่ยง โดยถามตัวเองว่า “เรารู้สึกอย่างไรในเรื่องนี้” ต้องตัดสินใจด้วยความรู้สึก

6. ใช้ความคลั่งไคล้ทุ่มเท (Pussy Galore) : Sleeping on the Job!

ปิดหนังสือนักสืบเจมส์บอนด์ไว้ชั่วคราว ลองไปหาความรู้ที่คุณต้องการจากที่อื่นๆ ดูบ้าง ขอให้คงอารมณ์ขันและไปออดอ้อนล้วงข้อมูลเรื่องที่คุณอยากรู้ ถ้ามีหลายคนที่รอบรู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นคุณก็ต้องรู้วิธีที่จะไปแสวงหาหรือออเซาะเพื่อให้เขาเปิดเผยทุกเรื่องให้คุณทราบ

ศาสตราจารย์หัวเหม่ง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนิวเคลียร์ อาจไม่ใช่สเปคของคุณ แต่คุณก็ต้องไปหว่านเสน่ห์เพื่อให้เข้าถึงเขาอย่างใกล้ชิดให้ได้ การจะเข้าไปเป็นวงในของคนที่มีอำนาจ คุณต้องทำตัวให้น่าคบ น่าประทับใจ และเข้าให้ถึงความรู้สึกลึกๆ ของเขาให้ได้ โดยอาจเข้าถึงตัวเขาเองโดยตรง หรือเข้าทางเพื่อนสนิทของเขาซึ่งเป็นทางอ้อม

7. สวมรอยความรู้สึกนึกคิด (Double Dealings): จิตใจที่พร้อมสวมรอยเป็นคนอื่น

ในฐานะนักสืบ คุณต้องรู้ว่าคนทั่วไปคิดเรื่องอะไร อย่างไรอยู่ เพื่อที่คุณจะคาดหมายพฤติกรรมและปฏิกิริยาของเขาเหล่านั้นล่วงหน้าได้ คุณต้องสามารถจับระบบความคิดและค่านิยมของเขาที่ปรากฎให้เห็นได้อย่างแม่นยำ ในโลกที่คลุมเครือเต็มไปด้วยนักสืบสองหน้า นักสืบชั้นนำจะสืบลึกเข้าไปถึงภายในของระบบการเมืองและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่อาจจะผิดแปลกไปจากความคิดความเชื่อของตนอย่างสิ้นเชิง

การจะไปสืบและเก็บรวบรวมข่าวสารความลับอย่างอิสระได้ คุณต้องเป็นที่ยอมรับของกลุ่มคนที่คุณจะไปเก็บข่าวสารเสียก่อน คุณต้องทำตัวเป็นฝ่ายตรงข้าม เพื่อที่จะขโมยข้อมูลความลับจากฝ่ายตรงข้าม การจะทำสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีจิตใจที่ยืดหยุ่น สามารถที่จะคิดอย่างที่คนกลุ่มดังกล่าวคิด นักสืบขั้นยอดจะฝึกจิตใจตัวเองอยู่เสมอเพื่อเก็บบังความคิดความเชื่อหลักของตน ตลอดจนจุดมุ่งหมายของภารกิจซ่อนไว้ลึกๆ ในใจ เหมือนอัญมณีหาค่ามิได้ ซึ่งถูกเก็บซ่อนไว้หลังม่านกำมะหยี่

8. ปลอมแปลงอำพรางตัว (Disguise) – ความสามารถในการปลอมตัวเป็นคนอื่น

การทำความรู้สึกนึกคิดให้พร้อมสวมรอยเป็นบุคคลต่างๆ และการเรียนรู้ที่จะคิดเหมือนคนอื่น ช่วยให้เราเข้าใจและทำท่าทางเหมือนคนเหล่านั้นได้ คนเหล่านั้นจึงรับเราเข้าไว้เป็นพวกเดียวกับเขา อันเป็นผลให้เรามีโอกาสเข้าถึงข้อมูลความลับทุกอย่างได้ ในการสวมรอยนี้ นักสืบต้องปลอมแปลงตัวเอง การปลอมตัวเป็นเหมือนหน้ากากที่ปกปิดตัวตนจริงของนักสืบ ทำให้เขาดูแตกต่างจากตัวจริงอย่างสิ้นเชิง หน้ากากที่ว่าก็คือบุคลิกภาพที่ปรากฎให้คนนอกเห็น

(คำว่าบุคลิก/บทบาท – Persona – ตามรากศัพท์ หมายถึงหน้ากาก) ดังนั้น บุคลิกหรือบทบาทที่คุณสวมใส่อยู่ แสดงให้เห็นลักษณะและคุณสมบัติที่ต่างไปจากคนอื่น ถ้าจะให้คนอื่นเห็นคุณในรูปแบบที่ต่างออกไป คุณต้องเปลี่ยนนิสัยและบุคลิกเสียใหม่

คนเราส่วนมากได้เคยฝึกหัดในเรื่องนี้มาบ้างแล้ว เช่น เวลาไปสัมภาษณ์งาน เรามักแสดงให้ดูเหมือนว่าเราเป็นคนที่ประสบความสำเร็จและเปี่ยมไปด้วยความสามารถ มากเกินกว่าที่เรารู้สึกว่าเราเป็นอยู่จริงหรือเมื่อเผชิญกับความท้าทาย

เราอาจใส่หน้ากากให้ดูว่าเรา “กล้าหาญ”ในขณะที่อกสั่นขวัญแขวนอยู่ภายในเราใช้การปลอมตัว เพื่อให้ดูเหมือนเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เรา, ขอให้อ่านประโยคนี้ให้ชัดๆ อีกที คิดตามไปด้วย

นิสัยบุคลิกแบบไหนที่คุณรู้สึกว่าตอนนี้ยังไม่มีอยู่บ้าง ? คุณอยากเป็นคนที่สดใสร่าเริงหรือเปล่า ? มองโลกในแง่ดี ? กระตือรือร้น ? ก้าวหน้าในอาชีพการงาน ? มีเสน่ห์ ? หรือเปล่า

9. ใช้ทักษะนักพนัน (Gambler’s Edge) – ความสามารถในการเล่นเกมเสี่ยง ตัดสินใจอย่างฉับไว และไม่ละเลิก

นักเล่นการพนันมีทั้งแบบโง่และแบบฉลาด นักการพนันที่โง่จะเชื่อมั่นในโชคลาภและการสวดวิงวอน แต่นักการพนันที่ฉลาดจะมีวิสัยทัศน์ มีแผน และระบบการเล่น เขาจะหาโอกาสความเป็นไปได้ที่จะชนะ พวกนี้จะมีการศึกษา มีการเก็บรวบรวมข้อมูลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะพิจารณาและตัดสินใจ

ปกติแล้วเรามักจะถูกกดดันเรื่องเวลาอยู่เสมอ จึงไม่มีเวลาที่จะศึกษาวิจัยข้อมูลก่อน ต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ ดังนั้นนักสืบจึงได้รับการฝึกฝนอย่างหนักให้มีความพร้อมรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่คาดคิดมาก่อน การฝึกฝนนี้จะช่วยให้นักสืบสามารถตัดสินใจได้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในขณะนั้นๆ

คุณเองก็ทำอย่างนั้นได้ คุณอาจฝึกซ้อมวิธีที่จะตอบโต้ในสถานการณ์ต่างๆ โดยคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับงานของคุณ เขียนรายการทางเลือกต่างๆ ที่จะเป็นไปได้ ทั้งในกรณีเลวร้ายที่สุดและดีที่สุดถามตัวเองว่า “อะไรจะเกิดขึ้น ถ้า… ?” หรือ “ฉันควรจะทำอย่างไรถ้าเรื่องนั้นเกิดขึ้น?”

เมื่อคุณต้องตัดสินใจ จงตัดสินใจในทันที อย่างเลี่ยงความจริงโดยคิดเอาเองว่าเดี๋ยวมันอาจจะดีขึ้น จงตัดสินใจใช้ทางเลือกที่เป็นไปได้และดีที่สุด แล้วเกาะติดกับการตัดสินใจนั้น ดำเนินการตามนั้น ถ้าต่อมาปรากฏว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ก็ปรับเปลี่ยนการตัดสินใจใช้ทางเลือกอื่นได้ในจังหวะเวลาที่บีบคั้นเช่นนั้น

นักสืบที่ตัดสินใจได้อย่างฉับไว จะปฏิบัติภารกิจที่ได้ประสิทธิผลสูงกว่าคนที่เอาแต่กังวลลังเล และไม่กล้าตัดสินใจถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์ที่มืดไปหมด ไม่รู้อะไรได้เลย ไม่สามารถจะคาดการณ์ทางเลือกใดๆ ได้ ก็จงโยนหัวโยนก้อย !

10. เกมสายลับ (Spy Game) – กฎสำคัญ ๑๐ ประการของสายลับชั้นนำ

กฎข้อที่หนึ่ง ต้องเป็นฝ่ายบุก

อย่ารอให้ใครมาตีคุณเข้าก่อน ถ้าเห็นว่าพวกเขาน่าจะเป็นอันตรายต่อเรา ก็จงลงมือทันที

กฎข้อสอง นับถือทักษะความชำนาญของคุณเอง

ทุกครั้งที่ทำเรื่องที่สร้างสรรค์ หรือได้ความคิดที่เยี่ยมๆ จงชมตัวเอง เป็นการพัฒนาระบบให้รางวัล แม้เพียงความสุขใจเล็กๆ น้อยๆเช่น เมื่อทำอะไรที่พิเศษได้สักอย่างให้ชมตัวเองว่า “ฉันช่างเก่งอะไรเช่นซึ่งจะเป็นการฝึกใจตัวเองให้คุ้นเคยกับเรื่องที่ดีๆ

กฎข้อสาม เป็นเจ้าถิ่น

นำอัจฉริยภาพของคุณเข้าสู่สมรภูมิ ตรวจสอบกับคนที่เยี่ยมสุดยอด เพื่อให้เป็นเหมือนกับที่ เจย์ อับราฮัม ปารมาจารย์ด้านการตลาด เรียกว่ากลยุทธ์การก้าวขึ้นสู่จุดสุดยอดเหนือใคร

การฝึกปฏิบัติดังกล่าวคุณต้องยอมทุ่มเทพลังงานและทรัพยากร คุณเลี่ยงเส้นทางนี้ไม่ได้ ถ้าหากต้องการเป็นสุดยอด คุณต้องเข้าสู่สนามในฐานะสุดยอดในกลุ่มของคุณ และหาหนทางและวิธีการต่างๆ ที่จะเผชิญหน้าและเขี่ยคู่แข่งของคุณให้กระเด็นออกไป เพื่อที่คุณจะเป็นเจ้าถิ่น ผู้ครอบครองสนาม ถ้าคุณไม่ออกไปต่อสู้ดังว่า คุณก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าคู่แข่งของคุณเป็นเจ้าถิ่นอยู่

กฎข้อสี่ รู้จักภูมิหลังตนเองดี

ถ้าดูประวัติการทำงานของนักสืบ จะพบว่ามีกรณีที่ประสบความล้มเหลวอยู่มากมาย ภารกิจประสบหายนะและสายลับถูกฆ่าตาย เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมดมีการจดบันทึกไว้อย่างละเอียด นักสืบที่ได้อ่านเอกสารเหล่านี้ จะรู้ประวัติของเครือข่ายและภารกิจของตนอย่างดี ด้วยวิธีนี้สายลับจึงได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและไม่ทำผิดพลาดแบบเดิมๆ ซ้ำเข้าไปอีก

กฎข้อห้า อย่ามองข้ามการวิเคราะห์

รวบรวมแหล่งความรู้ของคุณไว้ด้วยกัน ใช้ข้อมูลทั้งหมดที่คุณมีถ้าพบกับเรื่องท้าทายในธุรกิจ จงรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมดที่มีแล้วนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง

ในข้อมูลนั้นมีทั้งสัญญาณบอกและคำตอบต่อปัญหา สิ่งท้าทายและสถานการณ์ของคุณ การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้คุณมองเห็นสัญญาณและคำตอบดังกล่าว แม้ว่าไม่ง่ายเสมอไปที่จะจับจุดให้ถูกแต่บางครั้ง เพียงนำข้อมูลต่างๆ มาพิจารณาร่วมกัน สัญญาณและคำตอบดังกล่าวก็ปรากฎให้เห็นได้ทันที

กฎข้อหก อย่าใจแคบ

ในแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานนักสืบหลากหลายองค์กรจึงมีบ่อยๆ ที่เกิดการทำงานทับซ้อนกันขึ้น และเกิดการขัดแย้งชิงดีชิงเด่นขึ้นได้ ด้วยต่างคนต่างทำงานด้วยวิธีการของตนและคิดว่า”ฉันก็แน่” เรื่องที่ว่านี้ทำให้การประมวลข่าวสารไม่ได้ผลเท่าที่ควร

คุณควรเรียนรู้ที่จะยอมรับนับถือหลายๆ คน ที่ร่วมอาชีพเดียวกับคุณ ซึ่งทำงานอย่างบากบั่น เป็นมืออาชีพ ที่ทำงานอย่างสุดความสามารถ เป็นแบบอย่างที่คุณควรจะเรียนรู้ตามอย่างได้ ควรเปิดใจเรียนรู้จากคนเก่งอื่นๆ นอกสายงานที่คุณเชี่ยวชาญด้วย

คุณจะเรียนรู้ได้อีกมาก เพียงแต่ขยายขอบข่ายความสนใจไปยังเรื่องอื่นๆ มากขึ้น ความคิด

สร้างสรรค์จะไม่เกิดในรูปแบบเดียวเดิมๆ อย่างที่เราต้องการได้ความคิดสร้างสรรค์จะเบ่งบานเฉพาะเมื่อมีหลายๆ มุมมอง

กฎข้อที่เจ็ด พัฒนาทีมของคุณ

คุณต้องฝึกฝนเป็นประจำสม่ำเสมอ ถ้าคุณต้องการปฏิบัติงานในระดับขีดสมรรถนะสูงสุดที่คุณมีต้องลับสมองให้เฉียบคมด้วยแผนการฝึกฝนที่จัดอย่างเป็นระบบ ความคิดแบบอัจฉริยะเป็นทักษะที่เรียนรู้กันได้ คุณจะเข้าใกล้ความเป็นอัจฉริยะยิ่งขึ้น ถ้าคุณให้ความสนใจและมุ่งเน้นต่อมันมากขึ้น

ในทำนองเดียวกัน ถ้าคุณมีคนที่ทำงานอยู่กับคุณ ทำงานให้คุณ คุณก็ต้องยอมลงทุนในการฝึกฝนเขา เพื่อให้เขาทำได้ดีที่สุดในทางของเขา เช่นเดียวกับคุณ

กฎข้อแปด อย่ายอมให้ถูกผลักออกนอกสนาม

ถ้าคุณเป็นคนที่มีไหวพริบ และสายตาที่แหลมคม มักจะเป็นที่ไม่พอใจของคนอื่นและถูกมองข้าม เพราะคุณมักเสนอเรื่องต่างๆ ที่จะเป็นแรงกดดันที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนแปลงสภาพเดิมที่เป็นอยู่ ในทางธุรกิจ คุณอาจถูกมองว่าเป็นผู้ท้าทายอำนาจของผู้บังคับบัญชา เขาจึงพยายามที่จะกีดกันคุณออกไป ปิดกั้นคุณไว้ หรือแม้แต่กำจัดคุณออกไป หลายๆ ครั้ง พวกเขาจะขโมยความคิดของคุณไปใช้ แล้วอ้างว่าเป็นความคิดของเขาเอง

กฎข้อเก้า จงรู้ว่าเมื่อไรถึงเวลาต้องไป

ในวงการจารกรรม เต็มไปด้วยภัยอันตราย คนที่ต้องต่อต้านการจารกรรมเป็นเวลานานๆ มักจะกลายเป็นคนประสาท ขี้ระแวง คอยแต่คิดว่าทุกคนจะมาเล่นงานตน เหมือนทหารผ่านศึก ที่มักจะมีความยุ่งยากเดือดร้อนในชีวิตมากมาย เขาต้องอยู่กับการหลอกลวงไม่หลอกเขาก็ถูกเขาหลอกตลอดเวลา เกมของนักสืบก็เหมือนกับห้องกระจกลวงตา ที่ทุกอย่างล้วนไม่เป็นอย่างที่เรามองเห็นเลย การมีสิ่งเหล่านี้ในชีวิตคุณ ถ้ามากไปก็ไม่ดี

กฏข้อสิบ อย่ายอมแพ้

ไม่ว่าภารกิจหรือจุดมุ่งหมายที่คุณทำอยู่จะเป็นเรื่องใดก็ตามขอให้คุณเกาะติด ทำต่อไปอย่างมานะอดทน อย่ายอมแพ้ นักสืบราชการลับหลายแห่งได้ใช้ความพยายามอย่างเงียบๆ เป็นเวลาหลายเดือน เพื่อติดตามบุคคลเป้าหมายและจับให้ได้คาหนังคาเขาซึ่งในบางช่วงเวลา มันจะดูราวกับหยุดนิ่ง เหมือนไม่มีการดำเนินงานใดๆแต่บางทีในขณะที่คุณเริ่มถามตัวเองว่าจะยอมแพ้ดีไหม ก็อาจเป็นจังหวะที่เหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่คุณรอคอย อาจพลันเกิดขึ้นสิ่งที่คุณค้นหา จุดมุ่งหมายที่คุณพยายามอยู่อาจปรากฏเป็นจริงขึ้นก็ได้

ภารกิจหนึ่งๆ อาจใช้เวลาถึง 10 เดือน กว่าจะสำเร็จ แต่ถ้าคุณยอมแพ้ในเดือนที่ 9 ความพยายามของคุณก็จะสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง

อ่านลทความน่าสนใจถัดไปเกี่ยวกับนักสืบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจนักสืบเอกชน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น