ภาพยนตร์ Up in The Air แนวดราม่า-คอมเมดี้

ภาพยนตร์ Up in The Air แนวดราม่า-คอมเมดี้

Up in The Air

Up in The Air

Up in The Air เป็นเรื่องราวของไรอัน (George Clooney) หนุ่มใหญ่ที่ยังไม่มีแฟนขึ้นเครื่อง เดินทางไป ปฏิบัติงานเป็นว่าเล่น

กล่าวได้ว่า ดำรงชีวิตบนอากาศ มากยิ่งกว่าพื้นดิน ซะอีก หน้าที่ของเขาเป็นการไล่ คนจาก บริษัทต่างๆ ออกเปรียบได้กับ

ตัวกลางระหว่างบริษัท กับ ผู้รับจ้างสำหรับ บริษัทไหนที่ไม่กล้าไล่ผู้รับจ้างออกเอง ก็จะ มาใช้บริการบริษัทที่ ไรอัน ขึ้นตรงต่อ

รวมทั้งใน ตอนที่ เศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้บริษัท ก็จำต้องลดพนักงาน ไรอัน กับ บริษัท ของเขา ก็เลยเดินทางทั่ว สหรัฐอเมริกา เพื่อ

ไล่ คนออกเป็นว่าเล่น

ใน ค่ำคืน หนึ่ง เขาได้เจอกับ อเล็กซ์ (Vera Farmiga) สาวใหญ่ที่เดินทางเพราะว่า งาน เช่นเดียวกัน พวกเขา คุย กัน ถูกคอ แล้วก็

จบลงด้วย One Night Stand ความเชื่อมโยงของพวกเขา เปรียบ ผู้ที่ ผ่านมา เจอะกัน ถูกอกถูกใจ กัน ก็เลย นัดเจอ กัน ครั้งต่อๆ

ไปพบ กบิน ไป ในพื้นที่ ที่ ใกล้เคียง กัน จะ กล่าวว่า พวกเขาเปรียบเหมือน ที่พึ่งพิง กันและกันระหว่างการเดินทางดำเนินงานก็ ว่า

ได้

กลับมาที่บริษัทของไรอัน อยู่มาวันหนึ่งก็มีพนักงานสาวคนใหม่ นามว่า นาตาลี (Anna Kendrick) เข้ามาร่วมทีม นาตาลีได้เสนอตัว

เลือกว่าแทนที่จะให้พนักงานบินไปไล่คนออก ทำไมไม่ทำผ่านวิดีโอคอลล์ จะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย หัวหน้าของไรอันก็เริ่มสนใจ แต่

ไรอันต่อต้านสุดๆ เพราะเขาไม่เชื่อว่าการเจรจาแบบไม่เจอหน้าจะเป็นเรื่องดี เขาไม่เชื่อว่านาตาลีเข้าใจงานประเภทนี้ หัวหน้าจึง

บอกให้ไรอันช่วยฝึกนาตาลีหน่อย ไรอันจึงพานาตาลีสังเกตการณ์การทำงานของเขาในทริปครั้งต่อๆ ไป

นี่เป็นหนังแนวดราม่า-คอมเมดี้ที่ดูได้อย่างสนุกเพลิดเพลิน

จังหวะของหนังไม่เร็วไม่ช้าไป ระหว่างดูก็รู้สึกติดตามและอินไปกับตัวละคร แค่เห็นชื่อรัฐต่างๆ ที่ไรอันต้องบินไปก็รู้สึกเหนื่อยแทน

แล้ว เพราะเดินทางบ่อยเหลือเกิ๊น บทสนทนาของตัวละครก็มีลูกเล่นแพรวพราว มีการตบมุกกันแบบเนียนๆ เหมือนบทสนทนาที่เป็น

ธรรมชาติ ไม่ได้ตั้งใจทำมาให้ตลก แต่มันตลกในตัวของมันเอง พระเอกอย่างไรอันก็มีพัฒนาการด้านจิตใจ ซึ่งเราจะได้เห็นความ

รู้สึกและมุมมองของเขาเปลี่ยนไปทีละนิดๆ

ตอนแรกที่เรารู้จักไรอัน เราจะเห็นได้ว่าเขาเป็นคนที่รักอิสระ ไม่ยึดติด ทำแต่งานอย่างเดียว เหมือนกับคำปราศรัยของเขาที่เอ่ยซ้ำ

แล้วซ้ำเล่าเรื่องที่ว่า ชีวิตคุณเปรียบเสมือนเป้ใบหนึ่ง หากคุณนำสิ่งของต่างๆ ในชีวิตมาใส่ เป้ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งหากคุณนำ

ความสัมพันธ์ใดๆ เข้าไปใส่ มันก็ยิ่งถ่วงคุณขึ้นไปอีก ฉะนั้นทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตโปร่งโล่งสบาย ง่ายต่อการเคลื่อนไหวคือการไม่

ผูกมัด ไม่ยึดติดกับอะไรทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ไรอันจึงไม่คิดจะแต่งงาน เพราะมองว่ามันเป็นภาระ อย่าว่าแต่เรื่องแต่งงานเลย แค่คนใน

ครอบครัวไรอันยังไม่ค่อยได้ไปพบหน้าเลย วันๆ เขาอยู่แต่กับงานอย่างเดียว

>>> เว็บดูหนังฟรี <<<

จริงๆ มุมมองการใช้ชีวิตของไรอันก็สะท้อนออกมาจากบทสนทนาที่เขาพูดคุยกับนาตาลี เรื่องการเก็บแต้มไมลส์ ไรอันมองว่าการ

เก็บแต้มนั้นเปรียบเสมือนการอัปเลเวลให้ตัวเองเรื่อยๆ เขาภูมิใจที่ตัวเลขมันเพิ่มขึ้น โดยเป้าหมายของเขาคือสิบล้านไมลส์ เลเวลที่

เขาจะได้อัปสถานะสมาชิกและได้เจอกับกัปตันขับเครื่องบิน ก็คงพอจะบอกได้ว่าไรอันให้ความสำคัญกับการทำงาน และเงินก็คง

เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้วัดความสำเร็จในชีวิต ในทางตรงกันข้าม นาตาลีมองว่าหากเธอได้ไมลส์เยอะขนาดนั้น เธอคงไปที่สนามบิน ยืนดู

ป้ายไฟลท์บิน แล้วเลือกบินไปที่ไหนสักที่ นาตาลีเลือกที่จะแลกไมลส์เหล่านั้นเป็นประสบการณ์ในชีวิตจริงมากกว่า

แต่เมื่อไรอันได้พบกับอเล็กซ์ ดูเหมือนจิตใจที่แข็งกร้าวของเขาจะค่อยๆ อ่อนยวบลง ช่วงแรกๆ เขาก็ยังหลงใหลเธอ เป็นความ

สัมพันธ์แบบโรแมนติกทั่วไปที่อยากเจอหน้า พูดคุย ใกล้ชิด แต่ไม่ได้อยากผูกมัด ทว่าพอนานๆ เข้า เขาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความเหงา

เมื่อน้องสาวก็แต่งงาน เมื่อได้รวมญาติกับครอบครัว เมื่อได้ใกล้ชิดกับอเล็กซ์เรื่อยๆ พอกลับมาที่คอนโดอันเงียบเหงาไรอันก็รู้สึก

แล้วว่าชีวิตเขาช่างเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน ไรอันรู้แล้วว่าเขาอยากมีความสัมพันธ์จริงๆ จังๆ ถึงขั้นว่าไม่สามารถพูดคำปราศรัยได้จนจบ

เขารีบถ่อไปหาอเล็กซ์ เพียงเพื่อจะพบว่าอเล็กซ์มีครอบครัวอยู่แล้ว และเห็นไรอันเป็นเพียงที่พักพิงจากความจริงก็เท่านั้น

โอ้โห เจ็บมาก… ปรมาจารย์ด้านความอิสระเสรีเจอการโดนเทแบบนี้ซะเอง เราแอบรู้สึกว่าไรอันน่าจะเข็ดกับความสัมพันธ์เชิงรักๆ

ใคร่ๆ ไปอีกนาน คงแบนการแต่งงานไปแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่าเมื่อคนที่เรารู้สึกว่า “ใช่” ไม่ได้มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา

ใครๆ ก็จุกกันทั้งนั้น ความจี๊ดคือบทแบบนี้ปกติจะสลับเพศกัน ฝ่ายชายมักเป็นฝ่ายมีครอบครัว แต่เบื่อหน่ายชีวิตปกติจึงออกมาหา

เศษหาเลยกับหญิงอื่น แต่เรื่องนี้คนที่โดนกลับเป็นผู้ชายรุ่นใหญ่ซะเอง

สุดท้ายแล้ว ไรอันก็ตัดสินใจที่จะร่อนเดี่ยว โดยฉากสุดท้ายคือฉากที่ไรอันไปสนามบิน ยืนดูป้ายไฟลท์บินเหมือนที่นาตาลีบอกว่า

อยากทำ แล้วเขาก็ตัดสินใจทิ้งกระเป๋าแล้วขึ้นเครื่องบินไป เราไม่รู้ว่าไปที่ไหน แต่รู้สึกได้ว่าเส้นทางข้างหน้าของเขาก็ยังโดดเดี่ยว

เหมือนเดิมแม้ว่าเขาจะบรรลุเป้าหมายที่เขาวางไว้แล้วก็ตาม

เมสเสจนี้สะท้อนให้เห็นความจริงหลายอย่างอยู่นะ หลายๆ คนมุ่งมั่นตั้งใจทำงานหาเงิน แต่กลับหลงลืมที่จะให้ความสำคัญกับคน

รอบกาย สุดท้ายแล้วแม้จะประสบความสำเร็จแต่ก็ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่มีความสุขแบบเต็มที่ ก็เหมือนที่ประโยคหนึ่งของไรอัน

ที่บอกไว้ตอนท้ายๆ ว่า “ช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุด ที่จำได้ดีสุด มีช่วงไหนไหมที่เราอยู่ตัวคนเดียว?”

ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นไรอันบินไปนู่นไปนี่ ไปรัฐนู้นรัฐนี้ แต่เราแทบไม่เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละที่เลย…

สิ่งที่เจอมีเพียงตึกรามบ้านช่องที่น่าเบื่อ ออฟฟิศบริษัทต่างๆ ที่ไรอันต้องไปเยี่ยม และห้องเล็กๆ ในโรงแรมเท่านั้น จึงจะบอกว่าชีวิต

การทำงานของไรอันนั้นน่าอิจฉาที่ได้ไปเที่ยวแต่ละที่ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะเราแทบไม่เห็นเขาไปเที่ยวเลย ก็แน่ละนะ เขาไป

ทำงานนี่นา

แต่อย่างน้อย ไรอันก็โชคดีกว่าจูลี่ (Melanie Lynskey) และจิม (Danny McBride) ที่อย่างน้อยเขาก็ได้ไปเยือนในที่ต่างๆ แม้ว่าจะ

เป็นแค่เพราะงาน เพราะจูลี่และจิม น้องสาวและน้องเขยของเขา ไม่มีเงินมากพอที่จะไปฮันนีมูนได้ จึงต้องรบกวนไรอันและเพื่อนๆ

ให้ช่วยนำรูปภาพของพวกเขาไปถ่ายคู่กับทิวทัศน์เมืองต่างๆ ให้แทนหน่อย ฟังดูเป็นไอเดียที่ขบขัน แต่พอนึกถึงความจริงที่ว่าพวก

เขาไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า

แต่ถึงอย่างนั้น หากดูในแง่ของความสุของค์รวมแล้ว เรากลับรู้สึกว่าจูลี่และจิมมีความสุขมากกว่าไรอันเยอะ นั่นอาจเพราะพวกเขามี

กันและกัน แม้ว่าจะขัดสนเรื่องเงิน แต่พวกเขาก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างกัน พวกเขาดูมีความสุขกับการเที่ยวปลอมๆ มากกว่าที่ไรอันมี

ความสุขกับการได้เดินทางจริงเสียอีก

ในเรื่องเราจะได้เห็นการเริ่มประยุกต์ใช้วิดีโอคอลล์แทนการไปพบปะหน้า ซึ่งเอาจริงๆ กว่าจะได้ติดตั้งก็ท้ายเรื่องแล้ว หนึ่งในผู้ที่ไม่

เห็นด้วยตอนต้นๆ ก็คือไรอัน โดยเขาอ้างว่าการเจรจานั้นทำได้ไม่ดีหากไม่เจอกันซึ่งๆ หน้า อันที่จริงไรอันก็แค่ไม่อยากอยู่กับที่เฉยๆ

เขาอยากเดินทางไปเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความโดดเดี่ยวของตัวเองต่างหาก ไรอันนั้นอาจจะเปรียบเสมือนคนรุ่นก่อนที่ต่อต้านการ

เปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี เพราะมันกำลังจะทำให้วิถีชีวิตของเขาเปลี่ยนไป ซึ่งสุดท้ายแล้วการจะอยู่รอดในสังคมการทำงาน ก็คือ

ต้องปรับตัวไปพร้อมๆ กับมันนั่นเอง ในขณะที่นาตาลีนั้นก็เป็นตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ที่มองว่าอะไรที่ใช้เทคโนโลยีช่วยประหยัดงบ

ได้ก็ควรทำ โดยที่ตัวเธอเองก็ยังไม่เข้าใจศิลปะของงานชนิดนี้อย่างถ่องแท้เสียทีเดียว

ความกระอักกระอ่วนจุดหนึ่งของหนังคือการที่เราได้เห็นปฏิกิริยาของคนมากมายที่ถูกไล่ออก บ้างก็เสียใจ บ้างก็โวยวาย บ้างก็รับฟัง

อย่างเข้าใจ (ส่วนน้อย) แต่โดยรวมแล้วการไล่ออกก็คือข่าวร้ายของทุกคนในยามเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ งานของไรอันตอนแรกฟังดู

เหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายเลย เพราะต้องใช้ทักษะการเจรจาระดับสูง ต้องแสดงความเข้าอกเข้าใจ ขณะเดียวกันก็ต้องเด็ดขาด

ด้วย

สิ่งหนึ่งที่หนังแสดงให้เห็นซ้ำๆ ก็คือ การที่คนถูกไล่ออกแต่ละคนนั้นดูเหมือนๆ กันหมด ครั้นเมื่อมีผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าตัวตายเพราะ

โดนนาตาลีไล่ออก ไรอันเองยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนไหน โดยเขาอ้างว่า ทุกๆ คนก็เหมือนกันหมด ไม่มีใครโดดเด่นออกมา ฟังดู

แล้วก็เจ็บจี๊ดดีเหมือนกัน ในระบบทุนนิยมที่พนักงานเป็นเพียงฟันเฟืองขับเคลื่อนองค์กร เมื่อองค์กรต้องลดค่าใช้จ่ายเพื่อเอาตัวรอด

สิ่งแรกที่มันกำจัดก็คือคนที่มันมองว่า “หมดคุณค่า” แล้ว หรือไม่ก็ไม่คุ้มค่าพอที่จะรักษาไว้ต่อไป มันไม่ได้มองว่าใครเป็นใคร แต่

มองว่าคนนี้คุ้มที่จะให้อยู่ต่อไหม นี่คือความจริงอันยากที่จะรับได้ เพราะฉะนั้นไรอันจึงต้องปั้นคำพูดสวยหรูเพื่อให้คนเหล่านั้นมอง

การถูกไล่ออกในมุมกลับออกไป เช่น นี่คือโอกาสที่คุณจะได้ทำตามความฝันนะ หรือไม่ก็ เรากำลังจะมาคุยกันเรื่องทางเลือกอื่นๆ

ของคุณ ก็ว่ากันไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *